ฆาตกบรรพต กับบันทึกเรื่องเล่าของ"สระบุรี"
วิชิต วงศ์พานิช......เรื่อง
// ภูษา สนศิริ......ภาพ


เมื่อครั้งผมเขียนเรื่องของจิตรกรรมฝาผนังวัดจันทบุรีที่ตำบลเมืองเก่าอำเภอเสาไห้นั้นผมได้ไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ พิเนตร น้อยพุทธาที่บ้านยางอาจารย์พิเนตรได้ให้หนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นหนังสือ"ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพระครูโกศลวิหารกิจ " อดีตเจ้าอาวาสวัดสมุหประดิษฐาราม อำเภอเสาไห้ หนังสือเล่มนี้บรรจุด้วยเนื้อหาสระของเมืองสระบุรี นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาถึงยุคทวารวดี สมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งทั้งหมดนี้อาจารย์พิเนตรได้นำเนื้อหาสาระของเมืองสระบุรี นับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาถึงยุคทวารวดีสมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งทั้งหมดนี้อาจารย์พิเนตรได้นำเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ " วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น " ซึ่งเป็นหนังสือที่ทางจังหวัดสระบุรีได้จัดทำขึ้นเพื่อนำทูลเกล้าฯ ถวายแด่ในหลวง เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ มาขยายเนื้อความเพื่อพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพดังกล่าว ผมจึงได้ขออนุญาตอาจารย์พิเนตรเพื่อนำมาถ่ายทอดต่อไปอีกทอดหนึ่งให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้นและนี่เองทำให้ผมกับ "โต้ง" ช่างภาพต้องพากันเดินขึ้นวัดอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้เป็นวัดพระพุทธฉาย บนยอดเขาลม ที่ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี

วันที่ผม 2 คนไปนั้นได้มีโอกาสพบกับเจ้าอาวาสวัดพระพุทธฉาย คือ พระมหาประดิษฐ์ ฐิตเมโธ อายุ 43 ปี และเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนี้ย่างเข้าปีที่ 9 แล้ว เมื่อผมแจ้งความประสงค์ให้ทราบท่านก็ได้ให้ความเมตตาพาทีมงาน " เก็บเรื่องมาเล่า" เดินขึ้นบันไดขึ้นไปบนเชิงผาด้วยตัวของท่านเองพร้มทั้งอำนวยความสะดวกให้ "โต้ง" ในการบันทึกภาพโดยท่านใช้เทคนิคง่าย ๆ ทำให้ภาพเก่าแก่เหล่านี้ออกมาดูชัดเจนดีกว่าเดิม


ภาพเขียนประวัติศาสตร์ เป็นรูปพระพุทธรูปซึ่งยังคงสภาพดีอยู่



ภาพนี้จะเป็นรูปเขียนตัวไก่ ตรงกลางเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ส่วนเส้นสีดำทางด้านล่างเป็นรูปต้นข้าว

ภาพเหล่านี้เองที่อาจารย์พิเนตรเล่าผ่านหนังสือว่าเป็นภาพเขียนของมนูษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีภาพเขียนอยู่หลายภาพ บางภาพก็เลือนลางไปตามกาลเวลา บางภาพก็ยังดูชัดเจนดี เช่น ภาพที่ "โต้ง" บันทึกภาพมาให้ดูกัน เช่น ภาพของไก่กับต้นข้าว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนสีแดงรูปมือ แต่ดูได้ไม่ชัดเจน ยังมีภาพอีกลายภาพที่เขียนขึ้นโดยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ น่าเสียดายว่าด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ชาวบ้านบางคนได้ใช้เชิงผาตรงที่มีภาพเขียนเหล่านี้ตั้งโกศบรรจุกระดูกของบรรพบุรุษ บ้างก็ใช้เป็นเป็นที่เผาขยะท่านเจ้าอาวาสเล่าว่าได้ใช้ความพยายามให้ชาวบ้านเคลื่อนย้ายโกศไปตั้งไว้ที่อื่นแทนซึ่งก็ได้รับความ
ร่วมมือเป็นอย่างดีจนกระทั่งเหลืออีกเพียง 1 โกศในปัจจุบันซึ่งเจ้าอาวาสท่านยังถนอมน้ำใจกันอยู่ คาดว่าอีกไม่นานทุกอย่างคงคืนสภาพของเดิมได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากภาพเขียนยุคก่นอประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีของสำคัญที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ นั่นคือ ลายพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 ) ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงจารึกไว้เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จมาที่วัดพระพุทธฉายเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ร.ศ.115 ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภมิพลอดุลยเดชฯพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ก็ได้ทรงจารึกพระนามของทั้ง 3 พระองค์ไว้ที่เชิงผาแห่งนี้เช่นกันเมื่อครวเสด็จมาที่วัดพระพุทธฉายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิการยน 2516 ซึ่งในวันนั้นผมเองก็ได้ไปร่วมรับเสด็จอย่างใกล้ชิดมากที่สุดในชีวิตพร้อมกับเจ้าหน้าที่รพ.สระบุรีอีกหลายคนด้วยกัน

บนยอดเขาลมนั้นเป็นที่ตั้งของมณฑปพระพุทธบาทกับวัดพระพุทธฉาย เขาลมนี้มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น เขาปถวี หรือเขาฆาตกบรรพตก็เรียกช่วงขาขึ้นได้มีชายสูงอายุคนหนึ่งขอติดรถของทีมงานขึ้นไปด้วย ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นผู้ดูแลมณฑปพระพุทธบาท คือ ลุงเปลี่ยน เทียนส่องโลก อายุ 77 ปีแล้ว แต่ยังดูแข็งแรงดีและทำหน้าที่ดูแลมณฑปพระพุทธบาทมาได้ 8 ปีกว่าแล้ว
ที่มณฑปแห่งนี้จะมีรอยพระพุทธบาทอยู่ 2 รอย รอยแรกถูกปิดด้วยเปลวทองเหลืองอร่ามไปทั่ว อายุก็คงร้อยกว่าปีเห็นจะได้ แต่อีกรอยหนึ่งที่เพิ่งค้นพบเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2537 หลังจากที่ได้มีการยกรอยพระพุทธบาทเดิมออกข้างล่างถูกโบกด้วยปูน และเมื่อมีการกระเทาะปูนออกก็จะเป็นชั้นทรายกลบอีกชั้นหนึ่ง ต่อเมื่อได้เอาทรายออกก็พบว่ามีรอยพระพุทธบาทข้างขวาปรากฏอยู่มีความยาวประมาณ 2.5 เมตรครึ่ง จมลงบนพื้นหินธรรมชาติลึกราว 3 - 5 เซนติเมตร ที่ส้นพระบาทมีดอกชัดลึก ตรงกลางมีรอยธรรมจักรเช่นเดียวกับรอยรอยพระบาทที่วัดพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท บริเวณรอบ ๆไม่มีลายมงคล 108 ประการ ซึ่งรูปลักษณะและวิธีการสร้างใกล้เคียงกับรอยพระพุทธบาทที่วัดสระมรกต อำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี อันเป็นรอยพระบาทคู่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 -14 รอยพระพุทธบาทที่พบบนเขาลมนี้ยังไม่ได้มีการชี้ชัดว่าสร้างในยุคใด เพียงแต่มีนักโบราณคดีหลายท่านให้ความเห็นใกล้เคียงกันว่าน่าจะสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 9 - 13 ซึ่งตรงกับยุคทวารวดี
นับเป็นของเก่าที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ยิ่งนัก ผมชอบวิธีการของท่านเจ้าอาวาสในการดูแลรักษารอยพระพุทธบาทนี้โดยการสร้างกระจกที่มีทั้งความหนาและหนักมากมาครอบทับไว้ด้านบน เพื่อกันผู้ที่มากราบไหว้บูชาปิดทองรวมทั้งการโยนเหรียญหรือวางขวดน้ำหอมลงบนรอยพระพุทธบาท ทำให้บดบังความงามที่ทรงคุณค่าทางศิลปะและทางประวัติศาสตร์ไปจนหมดสิ้น และผมหวังว่าคนในยุคต่อไปก็คงจะยึดถือหลักการเช่นนี้ตลอดไป

มณฑปพระพุทธบาท วัดพระพุทธฉายบนเนินเขาลม
ผมต้องขอขอบคุณท่านเจ้าอาวาสวัดพระพุทธฉาย พระมหาประดิษฐ์ ธิตเมโธ ลุงเปลี่ยน เทียนส่องโลก ผู้ดูแลมณฑปพระพุทธบาทบนเขาลม และอาจารย์พิเนตร น้อยพุทธา ผู้ค้นคว้าประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ของสระบุรีเรื่อยมาจนถึงยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งผมเชื่อว่าชาวจังหวัดสระบุรีอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ทราบประวัติความเป็นมาของเมืองสระบุรี และ ข้อมูลเหล่านี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจมากพอสมควรในอีกระดับหนึ่ง ส่วนผมและ "โต้ง" เพียงแต่ทำหน้าที่ถ่ายทอดต่ออีกทอดหนึ่งเท่านั้น ..
............
ลุงเปลี่ยนเทียนส่องโลกผู้ดูแลมณฑป
พระพุทธบาทวัย77ปีกำลังเล่าให้ฟังถึง
ที่มาที่ไปของรอยพระพุทธบาท
.
(รูปซ้าย)พระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร.ของรัชการที่ 5 เมื่อคราวเสด็จมา
ณ วัดพระพุทธฉายเมื่อ16 ธ.ค. รศ.115

(รูปขวา)พระปรมาภิไธยของในหลวงราชินีพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้า
ลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เมื่อคราวเสด็จมาที่วัดพระพุทธฉาย
เมื่อวันที่ 3พฤศจิกายน พ.ศ. 2516

ภาพประวัติศาสตร์ภาพนี้"โต้ง"ถ่ายภาพมาจาก
ภาพเดิมที่ทางวัดเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี


นี่คือรอยพระพุทธบาทเบื้องขวาที่ถูกค้นพบหลังจม
อยู่ใต้พื้นทรายนานนับร้อยๆปีซึ่งยังคงเห็นได้ชัด
เจนเพราะทางวัดเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี
..............
รอยพระพุทธบาทเบื้องขวารอยเดิมที่ชาวบ้านสมัยก่อนช่วยกัน
สร้างขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า " พระพุทธบาทเบื้อง
ซ้าย พระพุทธฉายเบื้องขวา "





กลับไปหน้าหลัก