ปวดหลัง

การปวดหลัง มีการประมาณกันไว้ว่าร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด มีโอกาสเกิดอาการปวดหลังครึ่งหนึ่งในชีวิต และอาการปวดหลังเป็นสาเหตุที่มาพบแพทย์ได้บ่อย เป็นอันดับสองรองจากอาการปวดศรีษะ นอกจากนี้ยังพบว่าอาการปวดหลัง เป็นสาเหตุของการลาหยุดงานได้บ่อย เป็นอันดับสองรองจากโรคหวัด


ข้อมูลโดย...น.พ.วิกรม สู่พานิช

1. การบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อหรือเอ็น
ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้หลังทำงานในอริยาบถที่ไม่เหมาะสม อาการปวดเกิดขึ้นทันทีที่มีการบาดเจ็บ บริเวณบั้นเอวหรือสะโพก หลังจากนั้น 24 - 48 ชั่วโมง จะปวดมากที่สุดและค่อยๆ หายไปในระยะเวลาประมาณ 10 - 14 วัน นอกจากนี้ยังเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณหลัง เพื่อหยุดการเคลื่อนไหวบริเวณบาดเจ็บอีกด้วย

2. หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน เกิดขึ้นจากการฉีกขาดของหมอนรองกระดูกสันหลังและเลื่อนมาทับรากประสาททางด้านหลัง มักพบในอริยาบถก้มตัวยกของหนัก หรือไอจาม แล้วมีอาการปวดหลังร้าวลงมาบริเวณขา มีอาการชาขาและกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย

3. ข้อสันหลังเสื่อม (DEGENERATIVE DISC) ในวัยสูงอายุมีการเสื่อมของหมอนรองข้อกระดูกสันหลัง ทำให้ความสูงของหมอนรองข้อยุบลง มีข้อต่อ FACET หลวมทำให้มีการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังในทิศทางที่ผิดปกติได้มากขึ้น ส่วนใหญ่มักพบในคนสูงอายุที่มีอาการปวดหลังเป็นครั้งคราว เป็นๆ หาย ๆ

4. โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (SPINAL STENOSIS) ดังกล่าวในข้อ 3 เมื่อเกิดการเสื่อมของข้อกระดูกสันหลัง จะเกิดการหลวมของข้อต่อกระดูกสันหลังแล้วร่างกายจะพยายามซ่อมแซมให้เกิดการขยายตัวขึ้นของกระดูกและเอ็นต่าง ๆ ทำให้โพรงกระดูกสันหลังอันเป็นที่อยู่ของรากประสาทสันหลังแคบเข้า มักพบในผู้สูงอายุที่มีอาการปวดหลังแล้วลงมาที่ขาเฉพาะเวลาเดิน เมื่อหยุดนั่งพักก็ดีขึ้นสามารถเดินต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง

แนวทางการวินิจฉัย
ในอาการปวดหลังไม่รุนแรง การวินิจฉัยได้จากการตรวจอาการ และอาการแสดงในผู้ป่วยพบว่า 50 - 60 % ของอาการปวดหลัง หายไปใน 1 - 2 สัปดาห์ ถ้าอาการปวดหลังนานกว่า 4 สัปดาห์ การถ่ายภาพรังสีกระดูกสันหลังจะช่วยวินิจฉัยแยกโรคที่เป็นอันตรายได้

การฉีดสีเข้าโพรงกระดูกสันหลัง (MYELOGRAM) ใช้ในกรณีเพื่อวางแผนล่วงหน้าก่อนการผ่าตัดผู้ป่วย หรือใช้ในรายที่มีปัญหาในการวินิจฉัยโรค

การรักษาอาการปวดหลัง

1. การนอนพัก โดยนอนหงายใช้หมอนรองใต้เข่า หรือนอนตะแคงงอเข่า กอดหมอนข้าง พบว่าไม่ควรนอนพักเกิน 2 วัน เพราะนอกจากไม่เกิดผลดีแล้ว พบว่าจะทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรังได้

2. ออกกำลังกาย แนะนำเมื่ออาการปวดหลังดีขึ้นแล้ว ให้ใช้การว่ายน้ำหรือขี่จักรยาน

3. ยาแก้อักเสบกล้ามเนื้อ (NSAIDs) ช่วยลดอาการอักเสบของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ แต่มักทำให้ปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

4. กายภาพบำบัด โดยใช้ความร้อนและโปรแกรมเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลังและท้อง

5. การผ่าตัด ใช้ในกรณีหมอนรอกระดูกสันหลังเลื่อน กดทับเส้นประสาทที่ทำให้มีการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดปกติ หรือมีการอ่อนแรงของข้อเท้า หรือต้นขามาก ส่วนในกรณีโรคช่องโพรงกระดูกสันหลังตีบ จะผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยมีอาการมาก รบกวนต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วย

ย้อนกลับ