อ่านสมุดเยี่ยมชม

ชื่อ ข้อความ
พิษณุ เอกสวรรณ เขียนเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2548 เวลา 10:36 น.
รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้ามีการจ่ายเงินค่าวิชาชีพแก่พยาบาล แต่ทำไมพยาบาลเทคนิคไม่ได้รับทั้งที่ก็เป็นพยาบาลเช่นกัน สภาการพยาบาลก็รับรอง มีการเสียค่าสมาชิก ค่าบำรุงเช่มกัน
คนแก่ที่มานอนห้องพิเศษ 60/1 เขียนเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2548 เวลา 13:28 น.
หนวกหูมากกับเด็กๆที่มากับแม่ที่เป็นพยาบาลวุ่นวายมากๆๆเสียงดังรบกวนคนแก่ๆๆที่ป่วยทำให้นอนไม่หลับทั้งกลางวันและกลางคืน
นาย...อั๊ยซ์... เขียนเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2548 เวลา 13:24 น.
ข้าวแข็งมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

กับข้าวก็ไม่อร่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ปรับปรุงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ไม่น่าที่จะได้ HA
ให้น้องตา เขียนเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2548 เวลา 17:50 น.
ผู้ดูแล (The Caregiver)

ใครคือผู้ดูแล?

ผู้ดูแลแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ คู่สมรส, และลูกหลาน จากการสำรวจของสถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า ลูกเป็นผู้ให้การดูแลแก่ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยถึง ร้อยละ 62 เป็นคู่สมรสเสีย ร้อยละ 19 และเป็นหลานเพียง ร้อยละ 6 กลุ่มที่สองได้แก่ญาติต่าง ๆ หรือเพื่อนบ้าน ซึ่งมักจะไม่ได้เป็นผู้ดูแลโดยตรงแต่อาจมีส่วนร่วมเป็นครั้งคราว
เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องพิจารณาถึงความสามารถในการดูแลผู้ป่วยของผู้ดูแล รวมทั้งผลกระทบที่มีต่อผู้ดูแลเองด้วย จะเห็นว่าหนึ่งในห้าของผู้ดูแลเองก็มีอายุมากด้วย ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง จะได้รับความกดดันทางจิตใจและเกิดปัญหาทางสุขภาพตามมา ในขณะเดียวกันครอบครัวจะได้รับผลจากการสูญเสียรายได้ เนื่องจากผู้ดูแลไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ สี่งเหล่านี้เพิ่มความกดดันให้แก่ครอบครัวอีกทางหนึ่ง
เมื่อมีบุคคลในครอบครัวที่มีปัญหาโรคสมองเสื่อม จะเกิดแรงกดดันต่อสมาชิกในครอบครัวว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบให้การดูแลผู้ป่วย ในบางครอบครัวเกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างมากเกิดความรู้สึกไม่ยุติธรรม รู้สึกว่าบุคคลอื่นในครอบครัวละเลย หรือมีปัญหาว่าจะดูแลอย่างไรและมากน้อยเพียงไร
ผู้ดูแลสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยจะประสบปัญหาเหล่านี้ และจะมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจต่อปัญหาที่เรื้อรังเองการเปลี่ยนแปลงนี้มีหลายระยะและไม่ทุกรายที่สามารถผ่านระยะของการปรับจิตใจเหล่านี้จนถึงระยะสุดท้ายซึ่งเป็นระยะที่ประสบความสำเร็จ
การปรับเปลี่ยนสภาพจิตใจของผู้ดูแลและสมาชิกในครอบครัว
ระยะแรกจะเป็นระยะ "ปฏิเสธ" ได้แก่ปฏิเสธการวินิจฉัยโรค ไม่ยอมรับว่าผู้ป่วยมีปัญหาและควรได้รับการดูแล เป็นต้น จากนั้นก็มักจะเกิดอาการ "ซึมเศร้า" ซึ่งเป็นระยะที่สอง ต่อมาเมื่อผู้ดูแลเริ่มยอมเริ่มรับว่าผู้ป่วยป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมและจะต้องได้รับการดูแลก็พยายามเรียนรู้วิธีการดูแลผู้ป่วยและปฏิบัติให้ได้ดี ผู้ดูแลก็จะเริ่มพบว่าโรคสมองเสื่อมไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวยังมีผลกระทบมายังตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรู้สึก "โกรธ" ก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้น นี่คือระยะที่สาม ผู้ดูแลอาจโกรธโรคสมองเสื่อม, โกรธผู้ป่วย, โกรธคนรอบข้าง หรือโกรธโชคชะตาตัวเอง จากนั้นก็จะเกิดความ "ละอาย" ตามมา เนื่องจากมโนธรรมหรือคำสอนทางศาสนาตีกรอบไว้ ทำให้ละอายต่อ ความรู้สึกโกรธ หรือสิ่งที่ปฏิบัติออกไปด้วยความโกรธ ระยะนี้และระยะที่สามอาจพบควบคู่กันไป สุดท้ายก็จะเข้าสู่ระยะ "ยอมรับ" นี้คือระยะที่ประสบความสำเร็จของการปรับจิตใจ ผู้ดูแลบางรายอาจผ่านเพียงบางระยะก็สามารถปรับจิตใจเข้าสู่ระยะสุดท้ายได้โดยเร็วบางรายก็ไม่เคยสามารถผ่านเข้าสู่ระยะสุดท้ายได้เลย

ในช่วงของการปรับจิตใจ กินระยะเวลายาวนานแตกต่างกันไป ระหว่างที่กำลังปรับจิตใจอยู่นั้นผู้ดูแลจะเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตและกายอย่างมาก อย่าลืมว่าถ้าผู้ดูแลมีปัญหา ผู้ป่วยย่อมได้รับผลกระทบตามมาด้วย
ถึงแม้ว่าผู้ดูแลจะปรับจิตใจเข้าสู่ระยะ "ยอมรับ" ได้แล้ว แต่การดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมต้องใช้ความอดทนอย่างมาก เนื่องจากงานที่มีจะจำเจ ปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นปัญหาสุขภาพของผู้ดูแลก็ยังจะเกิดขึ้นได้ จะมีวิธีใดหรือใครจะช่วยแก้ไขสิ่งเหล่านี้? ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะสามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้
วิธีการช่วยเหลือ
หลักการที่สำคัญที่สุดของการช่วยเหลือ "เวลาหยุดพัก" เป็นที่รู้กันแล้วว่า ผู้ดูแลที่ไม่สามารถหาเวลาหยุดพักได้เพียงพอ จะเกิดปัญหาด้านจิตใจอย่างมาก และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีพอ รวมทั้งมีปัญหาด้านสุขภาพกายมากขึ้นด้วย การที่จะมีเวลาหยุดพักได้นั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ มีบุคคลอื่น ๆ ในครอบครัวที่จะสามารถผลัดเวียนกันมารับผิดชอบเป็นครั้งคราว เพื่อให้ผู้ดูแลมีเวลาหยุดพักทำสิ่งอื่น ๆ หรือพักผ่อนได้ตามสมควร ถ้าในบางครอบครัวมีปัญหาในการผลัดเปลี่ยนดังกล่าวแล้วใครจะช่วยเหลือได้? เป็นที่น่ายินดีว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังจัดตั้งสถานที่ให้การดูแลเวลากลางวันแก่ผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพขึ้นในประเทศไทย (Day Care Centre) จุดประสงค์เพื่อให้การดูแลแก่บุคคลที่มีปัญหาในเรื่องการดูแลจากครอบครัว ทั้งนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวในเวลากลางวัน ดังนั้นองค์กรนี้อาจเป็นทางออกของปัญหาดังกล่าว
วิธีการช่วยเหลืออย่างอื่นที่สำคัญ คือ การประคับประคองอารมณ์ (emotional support) ของผู้ดูแล ซึ่งต้องการมีผู้เข้าใจ ชี้แจง ปลอบโยน และเป็นช่องทางให้ผู้ดูแลสามารถระบายความรู้สึกออกมาได้ บุคคลที่จะให้การช่วยเหลือได้แก่ แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกเยี่ยมตามบ้านเป็นครั้งคราว บางครั้งอาจต้องพึ่งพาจิตแพทย์ การให้กำลังใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ดูแลสามารถยืนหยัดอยู่ได้
การได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาและความคิดเห็นกับครอบครัวหรือผู้ดูแลอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันอาจช่วยให้คุณเข้าใจและสบายใจขึ้นได้ การจะให้มีโอกาสพบปะกันนั้นคงจะต้องมีการจัดตั้งชมรมขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะดำเนินการโดยองค์กรอิสระหรือโรงพยาบาล
อย่าลืมว่าผลกระทบเกิดขึ้นต่อสมาชิกในครอบครัวทุกคน ความรุนแรงอาจแตกต่างกันไป เวลา ความสามัคคี และความเห็นอกเห็นใจระหว่างสมาชิกใจครอบครัวจะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดีที่สุด







นงคาร เขียนเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2548 เวลา 17:49 น.
ผู้ดูแล (The Caregiver)

ใครคือผู้ดูแล?

ผู้ดูแลแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ คู่สมรส, และลูกหลาน จากการสำรวจของสถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า ลูกเป็นผู้ให้การดูแลแก่ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยถึง ร้อยละ 62 เป็นคู่สมรสเสีย ร้อยละ 19 และเป็นหลานเพียง ร้อยละ 6 กลุ่มที่สองได้แก่ญาติต่าง ๆ หรือเพื่อนบ้าน ซึ่งมักจะไม่ได้เป็นผู้ดูแลโดยตรงแต่อาจมีส่วนร่วมเป็นครั้งคราว
เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องพิจารณาถึงความสามารถในการดูแลผู้ป่วยของผู้ดูแล รวมทั้งผลกระทบที่มีต่อผู้ดูแลเองด้วย จะเห็นว่าหนึ่งในห้าของผู้ดูแลเองก็มีอายุมากด้วย ผู้ดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง จะได้รับความกดดันทางจิตใจและเกิดปัญหาทางสุขภาพตามมา ในขณะเดียวกันครอบครัวจะได้รับผลจากการสูญเสียรายได้ เนื่องจากผู้ดูแลไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ สี่งเหล่านี้เพิ่มความกดดันให้แก่ครอบครัวอีกทางหนึ่ง
เมื่อมีบุคคลในครอบครัวที่มีปัญหาโรคสมองเสื่อม จะเกิดแรงกดดันต่อสมาชิกในครอบครัวว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบให้การดูแลผู้ป่วย ในบางครอบครัวเกิดความขัดแย้งขึ้นอย่างมากเกิดความรู้สึกไม่ยุติธรรม รู้สึกว่าบุคคลอื่นในครอบครัวละเลย หรือมีปัญหาว่าจะดูแลอย่างไรและมากน้อยเพียงไร
ผู้ดูแลสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยจะประสบปัญหาเหล่านี้ และจะมีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจต่อปัญหาที่เรื้อรังเองการเปลี่ยนแปลงนี้มีหลายระยะและไม่ทุกรายที่สามารถผ่านระยะของการปรับจิตใจเหล่านี้จนถึงระยะสุดท้ายซึ่งเป็นระยะที่ประสบความสำเร็จ
การปรับเปลี่ยนสภาพจิตใจของผู้ดูแลและสมาชิกในครอบครัว
ระยะแรกจะเป็นระยะ "ปฏิเสธ" ได้แก่ปฏิเสธการวินิจฉัยโรค ไม่ยอมรับว่าผู้ป่วยมีปัญหาและควรได้รับการดูแล เป็นต้น จากนั้นก็มักจะเกิดอาการ "ซึมเศร้า" ซึ่งเป็นระยะที่สอง ต่อมาเมื่อผู้ดูแลเริ่มยอมเริ่มรับว่าผู้ป่วยป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมและจะต้องได้รับการดูแลก็พยายามเรียนรู้วิธีการดูแลผู้ป่วยและปฏิบัติให้ได้ดี ผู้ดูแลก็จะเริ่มพบว่าโรคสมองเสื่อมไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวยังมีผลกระทบมายังตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรู้สึก "โกรธ" ก็จะค่อย ๆ เกิดขึ้น นี่คือระยะที่สาม ผู้ดูแลอาจโกรธโรคสมองเสื่อม, โกรธผู้ป่วย, โกรธคนรอบข้าง หรือโกรธโชคชะตาตัวเอง จากนั้นก็จะเกิดความ "ละอาย" ตามมา เนื่องจากมโนธรรมหรือคำสอนทางศาสนาตีกรอบไว้ ทำให้ละอายต่อ ความรู้สึกโกรธ หรือสิ่งที่ปฏิบัติออกไปด้วยความโกรธ ระยะนี้และระยะที่สามอาจพบควบคู่กันไป สุดท้ายก็จะเข้าสู่ระยะ "ยอมรับ" นี้คือระยะที่ประสบความสำเร็จของการปรับจิตใจ ผู้ดูแลบางรายอาจผ่านเพียงบางระยะก็สามารถปรับจิตใจเข้าสู่ระยะสุดท้ายได้โดยเร็วบางรายก็ไม่เคยสามารถผ่านเข้าสู่ระยะสุดท้ายได้เลย

ในช่วงของการปรับจิตใจ กินระยะเวลายาวนานแตกต่างกันไป ระหว่างที่กำลังปรับจิตใจอยู่นั้นผู้ดูแลจะเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตและกายอย่างมาก อย่าลืมว่าถ้าผู้ดูแลมีปัญหา ผู้ป่วยย่อมได้รับผลกระทบตามมาด้วย
ถึงแม้ว่าผู้ดูแลจะปรับจิตใจเข้าสู่ระยะ "ยอมรับ" ได้แล้ว แต่การดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมต้องใช้ความอดทนอย่างมาก เนื่องจากงานที่มีจะจำเจ ปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดังนั้นปัญหาสุขภาพของผู้ดูแลก็ยังจะเกิดขึ้นได้ จะมีวิธีใดหรือใครจะช่วยแก้ไขสิ่งเหล่านี้? ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะสามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้
วิธีการช่วยเหลือ
หลักการที่สำคัญที่สุดของการช่วยเหลือ "เวลาหยุดพัก" เป็นที่รู้กันแล้วว่า ผู้ดูแลที่ไม่สามารถหาเวลาหยุดพักได้เพียงพอ จะเกิดปัญหาด้านจิตใจอย่างมาก และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีพอ รวมทั้งมีปัญหาด้านสุขภาพกายมากขึ้นด้วย การที่จะมีเวลาหยุดพักได้นั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ มีบุคคลอื่น ๆ ในครอบครัวที่จะสามารถผลัดเวียนกันมารับผิดชอบเป็นครั้งคราว เพื่อให้ผู้ดูแลมีเวลาหยุดพักทำสิ่งอื่น ๆ หรือพักผ่อนได้ตามสมควร ถ้าในบางครอบครัวมีปัญหาในการผลัดเปลี่ยนดังกล่าวแล้วใครจะช่วยเหลือได้? เป็นที่น่ายินดีว่ากระทรวงสาธารณสุขกำลังจัดตั้งสถานที่ให้การดูแลเวลากลางวันแก่ผู้สูงอายุและผู้ทุพพลภาพขึ้นในประเทศไทย (Day Care Centre) จุดประสงค์เพื่อให้การดูแลแก่บุคคลที่มีปัญหาในเรื่องการดูแลจากครอบครัว ทั้งนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวในเวลากลางวัน ดังนั้นองค์กรนี้อาจเป็นทางออกของปัญหาดังกล่าว
วิธีการช่วยเหลืออย่างอื่นที่สำคัญ คือ การประคับประคองอารมณ์ (emotional support) ของผู้ดูแล ซึ่งต้องการมีผู้เข้าใจ ชี้แจง ปลอบโยน และเป็นช่องทางให้ผู้ดูแลสามารถระบายความรู้สึกออกมาได้ บุคคลที่จะให้การช่วยเหลือได้แก่ แพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกเยี่ยมตามบ้านเป็นครั้งคราว บางครั้งอาจต้องพึ่งพาจิตแพทย์ การให้กำลังใจก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ดูแลสามารถยืนหยัดอยู่ได้
การได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหาและความคิดเห็นกับครอบครัวหรือผู้ดูแลอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันอาจช่วยให้คุณเข้าใจและสบายใจขึ้นได้ การจะให้มีโอกาสพบปะกันนั้นคงจะต้องมีการจัดตั้งชมรมขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะดำเนินการโดยองค์กรอิสระหรือโรงพยาบาล
อย่าลืมว่าผลกระทบเกิดขึ้นต่อสมาชิกในครอบครัวทุกคน ความรุนแรงอาจแตกต่างกันไป เวลา ความสามัคคี และความเห็นอกเห็นใจระหว่างสมาชิกใจครอบครัวจะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ดีที่สุด







จนท เขียนเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2548 เวลา 17:40 น.
คิดถึงโรงพยาบาลสระบุรีมากๆๆๆค่ะ คิดเจ้าหน้าที่อายุรกรรมชายชั้น 1 ทุกคน ขอให้ทำงานด้วยใจน่ะค่ะ อย่างเพิ่งท้อ ตอนนี้ทางสภาการพยาบาลกำลังดิ้นเรื่องค่าตอบแทนอยู่ อยากให้กำลังใจทุกคน โดยเฉพาะพี่หยัด พี่ติ๋ม พี่อ้วน ต้องเหนี่อย
tukky เขียนเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2548 เวลา 13:10 น.
พี่ๆ หน่วยงานพยาธิวิทยาคลินิก
สบายดีทุกคนนะคะ รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
ฝ่ายโภชนาการ เขียนเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2548 เวลา 09:59 น.
ขอบคุณค่ะ ฝ่ายโภชนาการเราจะนำไปปรับปรุง
ตนไข้ เขียนเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2548 เวลา 23:57 น.
มานอนโรงพยาบาลได้สองวันแรกๆก็ดีไปหมดแต่เมื่เช้าวันท่ 11มีค.48 ไม่สามารถรับประทานอาหารได้เลยเนื่องจากข้าวต้มไม่สุกยังเป็นไตข้างในเนื้อสัตว์ก็ชิ้นใหญ่มากคิดถึงคนแก่ๆอย่างป้าเคี้ยวไม่ไหว นี่ขนาดอยู่ห้องพิเศษนะ แล้วคนที่ไม่ได้อยู่พิเศษเขากินกันได้อย่างไร
อาหารท่ทำมาให้บางครั้งเหมือนอาหารหมู เช่น
ผัดผักบุ้งซอย ให้กินกับข้าวต้ม มันไม่เข้ากันเลย
ค่าห้องกับค่าอาหารเปรียบเทียบกันแล้วไม่เห็นว่ามันเหมาะกับราคาเลย ช่วยปรับปรุงด้วยเท่าที่เห็นแม่ครัวแต่ละคนก็มีอายุกันทั้งนั้นน่าจะทำอาหารได้ดีกว่านี้
โรงพยาบาลในกรุงเทพยังมีเมนูให้เลือกเลยแต่ไม่ได้หวังมากขนาดนั้นหรอกค่ะ ขอบคุณล่วงหน้า
m เขียนเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2548 เวลา 15:49 น.
สวัสดีพี่โจ้ สบายดีมั้ย
นักศึกษาคณะสาธารณสุข ม.มหิดล เขียนเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2548 เวลา 15:20 น.
วันนี้เข้ามาหาข้อมูลเพิ่มเติมจากการไปดูงาน
เตรียมตัวทำรายงานนำเสนออาจารย์ค่ะ
ขอชมเชยกับงานสารสญเทศของโรงพยาบาลมากๆค่ะ
เด็กมีสัมผัสที่6 เขียนเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2548 เวลา 14:23 น.
ฝากถึง p' TEDDY BLOOD BANK
ช่วงนี้ก็รักษาสุขภาพ ให้หลีกเลี่ยงของมึนเมา
เพราะมีบางสิ่งตามคุณอยู่ ทำบุญให้มากและบ่อยจะได้มีสิ่งที่ดีๆ คอยลบล้างสิ่งที่ไม่ดีที่ตามคุณออกไปได้ และฝากถึงเพื่อน p TEDDY ด้วย ช่วงนี้ก็ต้องทำบุญนะ..จะมีเรื่องต้องทำให้ปวดหัวเพราะตัวเองเป็นเหตุใครก็ช่วยไม่ได้..ขอบอก...
นริศรา ปิ่นแก้ว เขียนเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2548 เวลา 14:15 น.
ขอบคุณพี่ๆ ในหน่วยงานพยาธิวิทยาคลินิกทุกๆคนที่ได้ให้ความรู้กับพวกเรา(เด็กหัวเฉียวฯ) เรากลับมาที่มหาวิทยาลัยก็ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ฝึกงานที ร.พ. สระบุรีมาใช้และก็ได้ผลจริงๆ กับการสอบ comprehesive ในครั้งนี้ ขอบคุณมากนะคะ คิดถึงพี่ๆทุกคนค่ะ
จากกลุ่มเด็กดอย....
worm เขียนเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2548 เวลา 23:36 น.
ฝากข้อความถึงพยาบาลชื่ออ้อมตึกอุบัติเหตุชั้นสองครับ
"และแล้วก็ถึงเวลา
และแล้วเธอก็ต้องไป
ฉันก็เข้าใจที่เธอเลือกเดิน
ฝืนยิ้มด้วยความยินดี
ทั้งที่เจ็บปวดเหลือเกิน
ได้แต่ยืนมองเธอเดินไปกับเขา
รัก แม้รักยังไงก็รักได้เพียงหัวใจ
สุดท้ายต้องยอมปล่อยเธอไปกับเขา
จากนี้ เธอก็คงไปดีก็ขอให้เธอจงสุขสบาย
เธอคงเดินไปตามความฝันที่เธอตั้งใจ
แม้ฉันต้องเสียใจ
แต่ฉันจะรับไว้เอง
อย่างน้อย เธอก็ทำให้ฉันรู้ว่า
เคยมีความสุขเพียงใด
ได้เป็นคนที่เธอเคยรักก็ดีแค่ไหน
ฉันต้องยอมทำใจ
เกิดมาแค่เพียงได้รักกัน
สุดท้ายไม่เป็นอย่างฝัน
ฉันยอมทำใจ"
โต bangkok เขียนเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2547 เวลา 13:09 น.
ฝากความคิดถึงไปยัง พยาบาล ที่ชื่อ วริญญา (บี) แผนกหลังคลอดด้วยครับ

หน้าที่ 1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  



๑๘ ถนนเทศบาล ๔ ต. ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี ๑๘๐๐๐
โทรศัพท์ 0-3631-6555, โทรสาร 0-3621-1624 ติดต่อเราคลิกที่นี่